วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แหล่งโบราณคดีแห่งมาเลเซีย "หุบเขาเล็งกอง"


ทุกคนรู้ไหมคะว่าแหล่งโบราณคดี ไม่ได้ตั้งอยู่กลางแจ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมนุษย์ในอดีต มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทุกประเภทโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ดิน หิน ป่าไม้ ภูเขา ถ้ำ แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม เช่น ชุมชน สังคม ไร่ นา สวน เพราะฉะนั้นคงยังมีแหล่งโบราณคดีอีกหลายแห่งที่อยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลกที่รอการค้นหาคำตอบและค้นพบเรื่องราวในอดีต หนึ่งในนั้นก็คือ แหล่งโบราณคดี “หุบเขาเล็งกอง” ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาของประเทศมาเลเซีย


แผนที่แสดงแหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย


หุบเขาเล็งกองในรัฐเประ (เปรัค Perak) ประเทศมาเลเซีย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีมากที่สุดของคาบสมุทรมาเลเซีย มีการขุดค้นพบร่องรอยในยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคต้นที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย เล็งกองเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่โล่งและถ้ำ เป็นแหล่งที่ค้นพบโครงกระดูก ฟอสซิลของมนุษย์ซึ่งเรียกว่า มนุษย์เประ (Perak Man) ในถ้ำพบค้นพบเครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา อาวุธ และเครื่องมือหิน ถ้ำหลายแห่งในเล็งกองเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงหลักฐานการดำรงชีวิตและการล่าสัตว์ของมนุษย์ในยุคต้น


แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง (Archaeological Heritage of the Lenggong Valley) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2012 รวมแหล่งโบราณคดี 4 แห่ง เข้าด้วยกัน ได้แก่



1) บูกิตบูนูห์ (Bukit Bunuh) และ โกตาแทมปาน (Kota Tampan) เป็นแหล่งโบราณคดีแบบเปิดโล่ง มีพิพิธภัณฑ์และแหล่งขุดค้นโบราณคดีที่ตั้งอยู่ เป็นแหล่งโบราณคดีที่ให้ข้อมูลทางโบราณคดีและทางธรณีวิทยาที่สำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในยุคโบราณกับพฤติกรรมทางปัญญาและวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคต้นผ่านการใช้งานของเครื่องมือหิน

2) บูกิตจาวา Bukit Jawa เป็นแหล่งขุดค้นโบราณคดีแบบเปิดโล่ง

3) บูกิตเคปาลากาจาห์ (Bukit Kepala Gajah) เป็นเทือกเขาหินปูนและถ้ำหลายแห่ง แหล่งโบราณคดีอยู่ในเพิงผาหินในเทือกเขาหินปูน บูกิต เคปา กาจาห์ ตั้งอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตรจากเมือง เล็งกอง การขุดค้นในปี 1990 เผยให้เห็นหลักฐานของการอยู่อาศัยของมนุษย์ประมาณ 11,000 ถึง 6,000 ปีที่ผ่านมา หลักฐานส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องมือหินดังกล่าวเป็นเครื่องมือ และซากสัตว์

4) บูกิตกัวฮาริมัว (Bukit Gua Harimau) เป็นแหล่งโบราณคดี สุสานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหินปูนบูกิตกัวฮาริมัว ประมาณ 10 กิโลเมตรจากเมืองเล็งกอง กัวฮาริมัว เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 28 เมตร สูง 20 เมตร พื้นถ้ำปกคลุมไปด้วยก้อนหินงอกหินย้อย มีการขุดพบซากศพโบราณในถ้ำ 11-12 ซาก ดูเหมือนว่าถ้ำแห่งนี้ถูกนำมาใช้เป็นสุสานช่วงระหว่างปลายยุคหินใหม่และยุคโลหะตอนต้น


แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีการบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในยุคต้นอยู่ในสถานที่เดียว ที่มีอายุยาวนานและเก่าแก่ที่สุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา จำนวนของแหล่งที่พบในพื้นที่ ซึ่งมีขอบเขตสัมพันธ์กันทั้ง 4 แห่งนี้ ทำให้สามารถคาดคะเนปรากฏการก่อตัวขึ้นของประชากรขนาดใหญ่ กึ่งเร่ร่อนกึ่งตั้งหลักปักฐาน กับวัฒนธรรมในสมัยหินเก่า หินใหม่ และยุคโลหะ ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่

อ้างอิง
Northern NFE. 2560. มรดกโลกในมาเลเซีย 2 : แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://aseannotes.blogspot.com/2014/08/2_9.html. 27 ตุลาคม 2560

นิพนธ์ วัฒนประเสริฐ. 2560. แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=58527&filename=asean2558. 27 ตุลาคม 2560

มรดกโลกแห่งแรกของเมียนมา “เมืองโบราณแห่งอาณาจักรพยู”

ถ้าเราจะนึกถึงประเทศเมียนมา เราจะนึกถึงอะไรกันบ้างคะ ?
ทานาคา หยก แม่น้ำอิรวดี ชาวมอญ ย่างกุ้ง หรือจะเป็นอย่างอื่นที่ทุกคนคิดกันอยู่ในใจ อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าเราจะคิดเหมือนกับทุกคนไหม เรากำลังคิิดถึงความเก่าแก่ โบราณคดี หรือเมืองโบราณ...ใช่แล้วค่ะ วันนี้เราจะมานำเสนอเรื่อง “มรดกโลกแห่งแรกในเมียนมา : เมืองโบราณแห่งอาณาจักรพยู” กันค่ะ


“มรดกโลก” คำนี้ทุกคนคงพอเข้าใจกันบ้างแล้ว เพราะอาจเคยได้ยินกันอยู่บ้าง
“เมืองโบราณ” อาจจะได้ยินเสมอเวลาที่เราเรียนประวัติศาสตร์ หรือไปเที่ยวที่แหล่งโบราณคดีต่างๆ
“อาจาจักรพยู” … หืมมม อาณาจักร ก็น่าจะเป็นเขตแดนที่ถูกปกครองโดยประเทศหนึ่ง แต่คำว่า พยู …
“พยู” คำนี้ บางคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน พยูคือใครกันนะ ?




พยูที่หลายคนสงสัยนั่นก็คือ “ชาวพยู” นั่นเองค่ะ โดยพวกเขาเป็นชนชาติที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนชาวพม่าดั้งเดิม แต่นักวิชาการบางท่านก็บอกไว้ว่า “ชาวพยู เป็นชาวพม่าแท้จริง100เปอร์เซนต์!!!” โดยอาชีพหลักของชาวพยูก็คือ การทำเกษตรกรรม ด้วยความที่ดินในบริเวณที่ชาวพยูตั้งถิ่นฐานอยู่นั้น มีลักษณะเป็นที่ราบสูง (คล้ายๆกับภาคอีสานบ้านเรา) ถึงแม้จะมีแม่น้ำไหลผ่าน แต่ในหน้าร้อน ก็แห้งเหือดมากกกกก แต่ชาวพยูก็มีความสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ดี โดยการทำวิธีการผันน้ำ จากแม่น้ำอิรวดี และแม่น้ำสายรอง เข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำเกษตรกรรม และยังมีการขุดคูคลองรอบๆเมือง พร้อมอ่างเก็บน้ำ เพื่อไว้ใช้น้ำในยามหน้าแล้งนั่นเองค่ะ เรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริงเลยนะ




และหลังจากนั้นเองชาวพยูก็ร่วมกันสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้นมา มีชื่อว่า “อาณาจักรศรีเกษตร” ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ กินพื้นที่เกือบทั้งหมดของลุ่มน้ำอิรวดี โดยอาณาจักรศรีเกษตรนี้ ได้รับอิทธิพล ในเรื่องของภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และ พระพุทธศาสนามาจากประเทศอินเดีย โดยศูนย์กลางหลักของอาณาจักรนี้ ตั้งอยู่ที่เมือง “ศรีเกษตร” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับอาณาจักร แน่นอนว่า ศรีเกษตร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกล่าสุด เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่องรอยอารยธรรมบริเวณใกล้เคียงศรีเกษตร อย่างเมืองเบคถาโน และเมืองฮาลิน ซึ่งทั้ง 3 เมือง ได้ถูกผนึกรวมกันแล้วขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของเมียนมา ในชื่อ เมืองโบราณอาณาจักรพยู (Pyu Acient Cities)




แต่ในปัจจุบันนี้ ทั้งศรีเกษตร เบคถาโน และ ฮาลิน แทบจะไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่ ในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ มีเพียงซากปรักหักพัง ของโบราณสถาน เพราะยังไม่มีการจัดการที่ดีพอ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือเจดีย์ ซากเมืองโบราณ คูน้ำ กำแพงเมือง ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ปัจจุบันนี้ แหล่งโบราณคดีเมืองเก่าของชาวพยู คงจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น จาก Unesco และประเทศพม่าเอง เพราะต่อไปนี้ เมืองโบราณแห่งนี้ ไม่ได้เป็นสมบัติของพม่าประเทศเดียวแล้ว แต่นับต่อจากนี้ เมืองเก่านับพันปีแห่งนี้ จะเป็นสมบัติของคนทั้งโลก ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาสืบต่อไป และแน่นอนว่าถ้าได้รับการยอมรับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว นักท่องเที่ยวก็ต้องมากขึ้นแน่นอนค่ะ




อ้างอิง
Asean Jurney. 2560. เที่ยวเมืองโบราณอาณาจักรพยู มรดกโลกแห่งแรกของพม่า. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  http://gothailandgoasean.tourismthailand.org/th/เที่ยวเมืองโบราณอาณาจักรพยู-มรดกโลกแห่งแรกของพม่า/ 27 ตุลาคม 2560


Oporshady. 2560. เมืองโบราณอาณาจักรพยู มรดกโลกแห่งแรกของพม่า. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  https://travel.mthai.com/world-travel/87302.html 27 ตุลาคม 2560

Northern NFE. 2560. มรดกโลกในเมียนมาร์ 1 : กลุ่มเมืองโบราณอาณาจักรพยู. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  http://aseannotes.blogspot.com/2014/08/blog-post_9.html 27 ตุลาคม 2560

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"หมีเซิน" ความงามแห่งสถาปัตยกรรม


ปราสาทหมีเซิน เป็นโบราณสถานในจังหวัดกว๋างนาม ภาคกลางของประเทศเวียดนาม สร้างด้วยศิลปะจามโบราณในสมัยศตวรรษที่ 4 เพื่อใช้เป็นศาสนสถานสำหรับบูชาพระศิวะ ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู ได้จัดให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก


ที่มาของภาพ : http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=573229

ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 900 ปี ทำให้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมลักษณะทางด้านศิลปกรรมที่หลากหลาย จัดเป็นกลุ่มโบราณสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน แต่ในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดนามได้ใช้ปราสาทหมีเซินเป็นกองบัญชาการ ฝ่ายอเมริกันจึงได้นำเครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณนี้ โบราณสถานจำนวนมากถูกทำลาย ทำให้ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียง 22 หลัง เท่านั้น

ร่องรอยอารยธรรมอันเก่าแก่ของหมีเซิน ยังคงหลงเหลือให้ผู้มาเยือนได้เห็นอยู่โดยรอบ หากเราเดินไปตามทางจะสามารถพบเห็นสิ่งปลูกสร้างหลักๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทางสถาปัตยกรรมจากการก่อสร้างโดยใช้อิฐแบบโบราณ มีการแกะสลักนิทานพื้นบ้านของศาสนาฮินดูบนป้ายหินทราย และรูปสลักบนกำแพงอิฐ แสดงให้เห็นถึงศิลปะที่ประณีตสวยงามของชาวจาม ส่วนการสร้างอาคารใช้ซุ้มประดับและใช้เสาประดับผนัง ศิลปะของจามคาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของขอม ชวา และอินเดีย แต่นำมาประยุกต์จนมีรูปแบบเฉพาะของตนเอง รวมถึงสามารถพบเห็นศิวลึงค์ หน้าบันรูปพระศิวะ แท่นบูชาตามความเชื่อของศาสนา และหินแกะสลักเทพต่าง ๆ

หากใครที่ชอบสถานที่โบราณ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรือเต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ ที่แห่งนี้ก็เป็นอีกแห่งที่น่าสนใจไม่แพ้ที่อื่นๆ เพราะที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยความงดงามจากศิลปะและเสน่ห์ที่ทำให้เราอยากเข้าไปชื่นชมความประทับใจและความน่าตื่นเต้นด้วยตนเองจริงๆ

อ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2017. หมีเซิน. (ออนไลน์) แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/หมีเซิน. 22 ตุลาคม 2017
AEC10NEWS. 2017. "หมีเซิน" เมืองมรดกโลก. แหล่งที่มา : http://www.aec10news.com/ท่องเที่ยวอาเซียน/item/5466-หมีเซิน-เมืองมรดกโลก. 22 ตุลาคม 2017

เปิดประตูสู่อินโดนีเซียกับพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก


อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% นับถือศาสนาอิสลาม นั่นทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีประชากรมากที่สุดและมีหมู่เกาะมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจเมื่อค้นพบศาสนสถานที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามนั่นก็คือ บุโรพุทโธ (Borobudur) แถมยังเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่งอีกด้วย


บุโรพุทโธ สถาปัตยกรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เป็นสถานที่สำคัญและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของชนชาวศรีวิชัย ประติมากรรมแต่ละชิ้นได้รับการจัดวางอย่างงดงามลงตัวและมีความหมายอันมีนัยถึงธรรมชาติหรือจักรวาล

บุโรพุทโธ สร้างขึ้นจากหินลาวาหรือหินแอนดีไซต์ สร้างเป็นรูปทรงปิรามิดที่มีลานเป็นชั้นลดหลั่นกัน ฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านมีบันไดและซุ้มประตูขึ้นสู่มหาเจดีย์ มีทั้งหมด 10 ชั้น แต่ละชั้นแสดงคติธรรมทางพุทธศาสนา รอบๆ ลานวงกลมมีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ จำนวน 72 องค์ แต่ละองค์บรรจุด้วยพระพุทธรูป ตั้งเรียงรายอยู่ 3 ระดับ โอบล้อมพระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนลานวงกลมชั้นสูงสุด โดยเจตนาของการก่อสร้างบุโรพุทโธนั้นเพื่อเป็นสถานที่จาริกบุญสำหรับพุทธศาสนิกชน

ที่มาของภาพ : http://dejongasia.com/wp-content/uploads/2012/08/05.jpg

ในชั้นบนสุดของบุโรพุทโธ ที่ถือว่าเป็นส่วนยอดสุดของวิหารแสดงถึงการหลุดพ้นจากทุกสรรพสิ่งในโลก หรือที่เรียกว่านิพพาน อันเป็นจุดหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ และสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

หากใครต้องการที่จะเดินทางไปที่พุทธสถานที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ บุโรพุทโธตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตรค่ะ


อ้างอิง
MGR Online. 2017. มหัศจรรย์ “บุโรพุทโธ” พุทธสถานในแดนอิเหนา. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9580000061627. 22 ตุลาคม 2017
นัชรี อุ่มบางตลาด. 2017. มรดกโลกในอินโดนีเซีย 1 : กลุ่มวัดบรมพุทโธ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/1_13.html. 22 ตุลาคม 2017
วันอาทิตย์. 2017. ศาสนสถานสองศาสนา มรดกโลก แห่ง ยกยาการ์ตา. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://www.iurban.in.th/travel/yogyakarta/. 22 ตุลาาคม 2017

มหัศจรรย์แสงลอดช่องเขาพนมรุ้ง

จะเป็นไปได้ไหม? ที่พระอาทิตย์จะขึ้นตรงกันกับประตู ที่ไม่ใช่ประตูแค่บานเดียว
ถ้าเป็นไปได้ล่ะ คงเกิดคำถามต่ออีกว่า ทำได้ยังไง
แถมนำหินก้อนใหญ่ๆมาสร้างเป็นปราสาทตั้งอยู่บนที่สูงอีกด้วย
วันนี้ไม่ได้จะมานำเสนอประวัติศาสตร์ของแหล่งโบราณคดีนะคะ
แต่จะมาแชร์เรื่องราวที่น่าประหลาดใจ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะปราสาทพนมรุ้ง ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น!!!


ภาพจำลองจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

หลายคนคงรู้จักปราสาทพนมรุ้งกันบ้างแล้วนะคะ ที่แห่งนี้นอกจากจะมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นในทุกปีอีกด้วย นั่นก็คือ “ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นลอดช่องทั้ง 15 ประตู” ของตัวปราสาทพนมรุ้ง

ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆปี โดยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยากมาก ใน 1 ปีจะมีให้ชมเพียง 4 ครั้งเท่านั้น โดยดวงอาทิตย์จะตกตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคม และดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงอีก 2 ครั้งในวันที่ 3-5 เมษายน และวันที่ 9-11 กันยายน


ด้วยความน่าอัศจรรย์ของคนในสมัยก่อนเกี่ยวกับด้านสถาปัตยกรรมให้เกิดเหตุการณ์พิเศษแบบนี้ขึ้น เราทุกคนคงเกิดความสงสัยกันอย่างมากว่าทำได้ยังไง ในเมื่อในสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถสร้างและคำนวณตำแหน่งและเวลาให้พระอาทิตย์ขึ้นลงตรงตามประตู

ด้วยเหตุนี้ นอกจากประวัติศาสตร์ของปราสาทพนมรุ้งที่น่าสนใจ ยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เชื่อมโยงตัวปราสาทกับพระอาทิตย์อีกด้วย ปราสาทหินพนมรุ้งจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากทั่วโลก
หากใครมีโอกาสได้ไปชมปรากฏการณ์นี้ ก็อย่าลืมมาแชร์เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจกันบ้างนะคะ ^^


อ้างอิง
Van de tong. 2017. ชมดวงอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตู ณ ปราสาทพนมรุ้ง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://travel.mthai.com/blog/113098.html. 22 ตุลาคม 2017

"บ้านเชียง" หนึ่งในแหล่งมรดกโลกของไทย


หลายๆคนคงเคยได้เรียนประวัติศาสตร์กันตั้งแต่เด็กๆ เราเรียนประวัติศาสตร์กันในหลายๆด้านไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ในจังหวัดที่ตัวเองดำรงอยู่ แต่เราเรียนรู้สถานที่สำคัญๆทั่วโลก สถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งในไทยที่ทุกคนแทบจะรู้จักกันหมดนั้นก็คือ “แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง”


แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกอันดับที่ 359 จากคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก (Unesco) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ จัดแสดงอารยธรรมเก่าแก่ การดำรงชีวิตในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดี อันดับที่ 4 ของประเทศไทย ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก


แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนสำคัญของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม สังคม และวิชาการของมนุษย์ รวมทั้งแสดงหลักฐานของการเกษตรกรรม แหล่งผลิตและการใช้โลหะในภูมิภาค ทำให้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตในสมัยก่อนประวัตศาสตร์


ร่องรอยของมนุษย์ในประเทศไทยในสมัยนั้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการแล้วในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความรู้ความสามารถหรือภูมิปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้ผู้คนเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิต และสร้างสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์ได้สืบเนื่องต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน


วัฒนธรรมบ้านเชียง ได้ครอบคลุมถึงแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกกว่าร้อยแห่งเป็น บริเวณพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัยหนาแน่นมาตั้งแต่หลายพันปีแล้ว ด้วยเหตุนี้เององค์การยูเนสโก ของสหประชาชาติจึงได้ยอมรับขึ้นบัญชีแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงไว้เป็นแห่ง หนึ่งในบรรดามรดกโลกนั่นเอง


แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พุทธศักราช 2535 จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยะธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

สรุปการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของบ้านเชียง
ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม
ปีที่ขึ้นทะเบียน : พ.ศ.2535
ชื่อเป็นทางการ : แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (Ban Chiang Archaeological Site)
ที่ตั้ง : จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้เององค์การยูเนสโกของสหประชาชาติจึงได้ยอมรับขึ้นบัญชีแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงไว้เป็นแห่งหนึ่งในบรรดามรดกโลก

อ้างอิง
กรรณิการ์ ยศตื้อ. (2017). มรดกโลกในไทย 1 : แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง. (ออนไลน์) แหล่งที่มา : http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/1_2378.html. 21 ตุลาคม 2017
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2017). แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง. (ออนไลน์) แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง. 21 ตุลาคม 2017

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"มเหนทรบรรพต" เมืองโบราณที่หายสาบสูญ


ทุกคนเคยได้ยินประโยคนี้กันไหมคะ …
“See Angkor and Die” แม้นตายไม่ปรารมภ์ ถ้าได้ชม “อังกอร์”
แต่ …ก็ยังพึ่งรีบตาย หากยังไม่ได้ยลเมือง มเหนทรบรรพต ที่เก่าแก่กว่านครวัด
“See Angkor and Die” ประโยคสุดอมตะที่ Arnold J. Toynbee ได้กล่าวไว้เมื่อตอนที่เขาค้นพบนครวัด ประเทศกัมพูชา แต่ตอนนี้เราอาจจะต้องเปลี่ยนคำพูดกันใหม่ว่า ต้องได้ยลเมืองโบราณที่มีความเชื่อว่ามีความยิ่งใหญ่กว่า เก่าแก่กว่า และอาจจะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ของโลก!!!

มเหนทรบรรพต มีรากศัพท์ที่มาจากภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า ภูเขาขององค์อินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของพนมกุเลน (ภูเขาลิ้นจี่) ศาสนสถานบนยอดเขาที่ใช้อภิเษกพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเมื่อปี ค.ศ. 802


มเหนทรบรรพต เป็นเมืองโบราณสมัยจักรวรรดิเขมร ตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน โดยการค้นพบเมืองโบราณแห่งนี้ มีทีมนักวิจัยและนักสำรวจ Dr.Damian Evans ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโบราณคดี ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และ Jean-Baptiste Chevance จากมูลนิธิโบราณคดีและการพัฒนาแห่งลอนดอน ได้ทำการสำรวจพื้นที่ดังกล่าว และได้ใช้ระบบเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Lidar Scanning” เข้ามาทำการสำรวจ และในที่สุดก็สามารถพบหลักฐานของการสร้างเมืองได้อย่างชัดเจน มีความเป็นไปได้ว่า พื้นที่นี้เคยมีการสร้างอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และพื้นที่แห่งนี้ยังเคยมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นอีกแห่งของโลก


Lidar Scanning คืออะไร ?
Lidar Scanning เป็นระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้เลเซอร์ในการสำรวจ โดยการติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบิน เพื่อบินสำรวจพื้นที่แหล่งอารยธรรมโบราณ ระบบนี้สามารถตรวจสอบโครงสร้าง พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ลึกลงไปถึงพื้นดินเบื้องล่าง และสามารถประมวลผลด้วย Software ที่คิดค้นขึ้นมา สามารถบันทึก ระบุพิกัด ตำแหน่ง และประมวลผลออกมาให้เห็นได้ในรูปแบบภาพ 3 มิติ แสดงผลลัพธ์ที่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะสามารถนำไปสืบค้นต่อได้ในรายละเอียดหลักฐานทางโบราณคดี


ที่มาของภาพ : http://www.bagindesign.com/lost-city-cambodia/

นอกจากนี้ รูปแบบโครงสร้างพื้นฐานของ เมืองมเหนทรบรรพต ยังมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากกับพนมกุเลนและปราสาทนครวัดอีกด้วย
การค้นพบเมืองหลวงโบราณ ที่มีชื่อว่า “มเหนทรบรรพต อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ครั้งสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2” เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ผู้เขียนเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกันว่า เห้ยยย!! นครวัดที่ว่าเก่าแก่และยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังมีอะไรที่เก่าแก่กว่านี้ในเอเชียตะวันออกเฉียใต้อีกหรอ เพราะว่าสภาพโดยรอบของเมืองหลวงโบราณถูกปกคลุมอยู่ใต้ผืนป้าอย่างหนาแน่น ถ้าหากจะมองด้วยตาเปล่าแล้ว พวกเราก็คงจะเห็นว่าเป็นแค่พื้นที่ป่าธรรมดาๆทั่วไป แต่ในการพึ่งพาเทคโนโลยี Lidar Scanning ทำให้สามารถมองเห็นขอบเขต แนวกำแพงเมืองโบราณ แหล่งกักเก็บน้ำ หรือ การสร้างเขื่อนแบบโบราณ ทั้งๆที่สมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ เป็นภูมิปัญญาคนโบราณที่น่าทึ่งอย่างมาก รวมถึงศาสนสถาน โบราณวัตถุ ระบบชลประทาน การวางท่อส่งน้ำ ฯลฯ ทั้งหมดสามารถชี้ชัดได้เพิ่มเติมว่า เมืองหลวงแห่งนี้ มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้นครวัด และยังอยู่ภายใต้ผืนดินอันกว้างใหญ่ที่ยังคงรอการพิสูจน์ความจริง และอาจพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้

Jean-Baptiste Chevance และ Dr.Damian Evans รวมถึงทีมนักวิจัยยัง ได้ข้อสรุปอีกอย่างหนึ่งทีสำคัญคือ พนมกุเลน เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเมืองโบราณแห่งนี้เท่านั้น นอกจากนี้ในพื้นที่โบราณสถานอื่นๆ ก็มีความยิ่งใหญ่ของอาณาเขตเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดขึ้นว่า อาณาจักรขอมโบราณ มีความยิ่งใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งในการสำรวจครั้งต่อไป ทีมสำรวจและนักวิจัยตั้งเป้าด้วยการค้นหาด้วยระบบดาวเทียม ซึ่งนำพาถึงความชัดเจนของความรุ่งเรืองทางอารยธรรมขอม และอาจพลิกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์บางประเด็นที่ว่า สยามเคยรุกรานขอม จนทำให้อาณาจักรขอมล่มสลายอีกด้วย
ในวันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกำลังพิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่า “เมืองมเหนทรบรรพต” เป็นเมืองโบราณที่มีอยู่จริง และเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก

ยังมีวิดิโอที่น่าสนใจอีกหลายคลิปที่อยากให้ทุกคนเข้าไปชมกันด้วยนะคะ ตัวผู้เขียนเองก็ได้ชมแล้วหลายคลิปเป็นการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม การเขียนอธิบายหรือการอ่านเฉยๆอาจไม่ค่อยเห็นภาพ และเพื่อให้เห็นภาพการค้นพบแหล่งโบราณคดีนี้มากยิ่งขึ้น คลิกที่ Link ด้านล่างได้เลยค่ะ ^^

นักโบราณคดีใช้เลเซอร์สำรวจนครวัด :
มเหนทรบรรพต เมืองโบราณที่หายสาบสูญ :
โบราณคดีค้นพบ “มเหนทรบรรพต” เมืองโบราณในกัมพูชา :
ค้นพบเมืองสาบสูญใต้ผืนป่านครวัด :


อ้างอิง
Joshua Hammer. (2017). The Lost City of Cambodia. (ออนไลน์) แหล่งที่มา : https://www.smithsonianmag.com/history/lost-city-cambodia-180958508/?no-ist%20https://www.theguardian.com/world/2016/jun/11/lost-city-medieval-discovered-hidden-beneath-cambodian-jungle. 20 ตุลาคม 2017.
Thai book review. (2017). “มเหนทรบรรพต” ภูเขาแห่งองค์อินทร์ เมืองหลวงโบราณที่สาบสูญ. (ออนไลน์) แหล่งทีมา :  http://www.bagindesign.com/lost-city-cambodia/ 20 ตุลาคม 2017.